15794735

10 พืชสมุนไพรประจำบ้านสร้างสุขภาพ

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดตัว 10 พืชสมุนไพร เพื่อใช้ดูแลสุขภาพ เน้นพึ่งตนเองในเบื้องต้น เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรงและห่างไกลโรค

        นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่าง ๆ ใกล้ตัวมากมาย สมุนไพรไทยถือเป็นทางเลือกที่คนทั่วไปนิยมใช้ดูแลสุขภาพในเบื้องต้น กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

จึงได้จัดทำคู่มือ 10 พืชสมุนไพรประจำบ้าน เพื่อใช้ดูแลสุขภาพ ได้แก่ กระเพราแดง ขิง ตะไคร้ ช้าพลู บัวบก ฟ้าทะลายโจร มะกรูด มะระขี้นก ว่านหางจระเข้ และสะระแหน่ สมุนไพรดังกล่าวสามารถหาซื้อได้จากท้องตลาดทั่วไปและสามารถปลูกได้เองที่บ้าน

     สำหรับสมุนไพรทั้ง 10 ชนิด มีประโยชน์และสรรพคุณใกล้เคียงและแตกต่างกันออกไป ได้แก่

     – กระเพราแดง มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณแก้ปวดท้อง ท้องอืด แก้ลมจุกเสียดแน่นท้อง ขับลมทำให้เรอเหมาะสำหรับเด็ก

     – ขิง มีรสเผ็ดร้อนหวาน สรรพคุณ บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด ป้องกันและบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน จากอาการเมารถ เมาเรือ

    – ตะไคร้ มีรสปร่า กลิ่นหอม มีสรรพคุณขับลมในลำไส้ เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ

    – ช้าพลู มีรสเผ็ดเล็กน้อย สรรพคุณ ช่วยเจริญอาหาร ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

    – บัวบก สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ

ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ ช่วยให้คลายกังวล รักษาแผลที่ผิวหนัง และรักษาแผลในทางเดินอาหาร

     – ฟ้าทะลายโจร มีรสขม สรรพคุณแก้ไข้ บรรเทาอาการเจ็บคอ บรรเทาอาการของโรคหวัด ให้ได้ผลดีต้องรับประทานทันทีเมื่อมีอาการ สำหรับข้อควรระวัง หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น

หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ สำหรับข้อห้าม ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์และผู้ที่แพ้ฟ้าทะลายโจร

     – มะกรูด มีรสเปรี้ยว สรรพคุณผิวมะกรูด แก้อาการหน้ามืด วิงเวียน น้ำมะกรูด แก้ไอ ขับเสมหะและใช้บำรุงเส้นผม

    – มะระขี้นก มีรสขมจัด สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนใน เจริญอาหาร ผลมะระอ่อน ใช้รับประทานเป็นยาเจริญอาหารโดยการต้มให้สุกรับประทานร่วมกับน้ำพริก ถ้าผลสุกสีเหลืองห้ามรับประทาน เพราะจะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่า มะระขี้นกมีสารชาแรนตินช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้

    – ว่านหางจระเข้ วุ้นของว่านหางจระเข้ มีรสเย็นจืด สรรพคุณ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

    – สะระแหน่ สรรพคุณบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ขับลม เป็นต้น จะเห็นได้ว่าสมุนไพรใกล้ตัวมากมายเหล่านี้มีประโยชน์หาง่าย ใช้สะดวกและได้ผลดี

ยาสมุนไพร

ยาสมุนไพร คือ ยาที่ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช สัตว์ และแร่ธาตุจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณในทางยา  มนุษย์หลายวัฒนธรรมทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต่างรู้จักการใช้ยาสมุนไพรเพื่อรักษาบรรเทาอาการเจ็บป่วยมาช้านาน

  ดังมีหลักฐานปรากฏในตำรายาเก่าแก่มากมาย  ถึงอย่างนั้นยาสมุนไพรก็คลายความนิยมลงไปเมื่อมีการคิดค้นยาสมัยใหม่ หรือยาเคมีเกิดขึ้นมา  อย่างไรก็ตาม

คนบางกลุ่มยังคงเชื่อมั่นและนิยมใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคอยู่ ปฏิเสธยาสมัยใหม่  บางกลุ่มก็หันมาใช้ยาสมุนไพรเพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมี 

ยาสมุนไพรคล้ายคลึงกับยาแผนปัจจุบัน คือ มีผลกระทบต่อร่างกายได้หากใช้ไม่ถูกวิธี ใช้ไม่ถูกต้อง และใช้ไม่เหมาะสม  จึงต้องมีการกำหนดขนาดการใช้และข้อควรระวังในเรื่องผลข้างเคียง เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน

ใครควรใช้ยาสมุนไพร

อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอื่นรักษาโรคอยู่แล้ว   ผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคตับ หรือโรคไต  ผู้ที่ต้องได้รับการผ่าตัด  ผู้สูงอายุ และเด็ก   ส่วนผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนที่จะเริ่มใช้ยาสมุนไพรเสมอ 

ข้อควรระวังเกี่ยวกับยาสมุนไพร

อาจเกิดปัญหากับยาชนิดอื่นๆ ได้ คือ อาจไปเพิ่ม หรือลดประสิทธิภาพ รวมถึงผลข้างเคียงของยาเหล่านั้นได้

อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรืออาการแพ้ได้ จากการใช้ยาสมุนไพร เช่น มะเกลือมีฤทธิ์ในการถ่ายพยาธิ  แต่มีผลข้างเคียงคือ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย หลังจากนั้นจะตามัว และตาบอดตามลำดับได้  จากการศึกษาวิจัยพบว่า

ผลมะเกลือที่แก่เต็มที่จนมีสีดำนั้น อาจจะมีสารแนฟทาลีน (naphthalene) ซึ่งเป็นพิษต่อประสาทตาโดยตรง 

บางชนิดอาจไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนว่า มีความปลอดภัยต่อการใช้

ข้อมูล และหลักฐานทางวิทยศาสตร์ยังคงมีจำกัด อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายใช้แล้วได้ผล ส่วนมากยาสมุนไพรมักจะใช้กับการแพทย์แผนโบราณ หรือตามความเชื่อของผู้ป่วย 

ถ้าเป็นโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ารักษาด้วยสมุนไพรได้ผลดีก็ไม่ควรรักษาด้วยสมุนไพร เช่น บาดทะยัก  พิษสุนัขบ้า 

ถ้ามีอาการที่ต้องการับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น  ท้องเดินอย่างรุนแรง  ตกเลือดมาก  หายใจไม่ออก 

ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะอาจเกิดการสะสมที่ตับได้ 

ถ้าใช้สมุนไพรแล้วมีอาการพิษ หรืออาการข้างเคียงเกิดขึ้นควรหยุดใช้ยาสมุนไพร และไปพบแพทย์ 

ถ้าผู้ป่วยต้องเข้าพบแพทย์ หรือมีปัญหาสุขภาพ หรือต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่า ใช้ยาสมุนไพรชนิดใดบ้าง

ยาสมุนไพรและการผ่าตัด 

ผู้ป่วยต้องแจ้งแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะได้รับการผ่าตัดว่าตนเองใช้ยาสมุนไพรอยู่   และใช้ชนิดใดบ้าง เนื่องจาก

บางชนิดมีผลกับยาสลบ ยาชา หรือยาชนิดอื่นที่ผู้ป่วยต้องใช้ในระหว่างและหลังการผ่าตัด

บางชนิดส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และ ความดันโลหิต ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกไม่หยุดระหว่าง หรือหลังการผ่าตัด

แพทย์จะสั่งให้หยุดยาสมุนไพรทุกชนิดก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

จะเลือกซื้อยาสมุนไพรอย่างไร 

ควรเลือกซื้อยาสมุนไพรที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาแล้วซึ่งจะมีตราสัญลักษณ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ หมายความว่า มีการผลิตที่ผ่านมาตรฐานและตรงตามกฎหมายกำหนด ส่งผลถึงความปลอดภัยในการใช้ของผู้ป่วย  

ยาสมุนไพรโดยมากจะผลิตมาสำหรับโรคที่ไม่ร้ายแรง หรืออาการที่ผู้ป่วยสามารถรักษาด้วยตนเองได้ เช่น ไอ เป็นหวัด หรืออาการปวดเล็กน้อย เป็นต้น

การใช้ยาสมุนไพรกับโรคที่ร้ายแรงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มใช้

ยาสมุนไพรที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยา ไม่ได้หมายความว่า  จะมีความปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยทุกประเภท ดังนั้นก่อนใช้ยาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์  หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ความเสี่ยงในการสั่งซื้อยาสมุนไพรออนไลน์

การสั่งซื้อออนไลน์อาจเสี่ยงต่อการได้รับของปลอม ยาต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีสารปนเปื้อนเจือปนอยู่มากกว่าสินค้าปกติ

ยาที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน หรือยาที่ไม่ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยา ผู้ประกอบการอาจจะนำมาขายออนไลน์แทนเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมาย

หรืออาจมียาทำปลอม ลอกเลียนแบบ หรืออาจมีการลักลอบผสมสารต้องห้าม  ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบรายชื่อสารเหล่านี้ได้จากเว็บไซต์ขององค์การอาหารและยา

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ผู้ป่วยไม่ควรสั่งซื้อยาสมุนไพรออนไลน์ ควรซื้อสินค้าจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรให้คำปรึกษา

ยาลดน้ำหนักจากสมุนไพร หรือยาเสริมสมรรถภาพทางเพศจากสมุนไพร เป็นสินค้าที่ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากโดยมากจะลักลอบผสมสารอันตราย หรือสารเคมี โดยไม่ได้แจ้งไว้ในฉลาก 

การรายงานผลข้างเคียงต่อการใช้ยาสมุนไพร

ผู้ใช้ยาสมุนไพรสามารถรายงานผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยาสมุนไพรได้ โดยการโทรศัพท์แจ้งองค์การอาหารและยา หรือกรมคุ้มครองผู้บริโภค

เพื่อรับการช่วยเหลือต่อไป และที่สำคัญที่สุดหาเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาสมุนไพร ให้หยุดยาแล้วรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

ยาสมุนไพรก็เหมือนยาสมัยใหม่ที่มีทั้งคุณและโทษ แม้จะปราศจากสารเคมี แต่หากใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกโรค ใช้ผิดวิธี หรือใช้สินค้าไม่ได้มาตรฐานก็อาจนำมาซึ่งอันตรายต่อร่างกายและชีวิตได้  

ประโยชน์ของสมุนไพรไทย

ประโยชน์ของ “สมุนไพรไทย ” ดูแลสุขภาพ ด้วยพืชพรรณหาง่าย ใกล้ตัวคุณ


ปัจจุบันเรื่องโรคภัยไข้เจ็บและการดูแลสุขภาพนับเป็นเรื่องที่สำคัญ หลายคนให้ความสนใจ ทั้งเรื่องอาหารการกิน

การออกกำลังกาย และการบำรุงร่างกายด้วยการรับประทานอาหารเสริม เพียงเพราะหวังว่าจะให้ร่างกายของตนเองไม่ต้องเจ็บป่วยจนถูกหามส่งโรงพยาบาล บางคนต้องเสียเงินเจ็ดแปดหลักกับการหาซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ

มาดูแลสุขภาพของตนเอง จนบางครั้งเราเองก็ลืมมองของใกล้ตัวไปว่ามันสามารถช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง เพราะบางครั้งของใกล้ตัวที่เรามองว่าไม่น่าจะมีประโยชน์ แต่ความจริงแล้วนั้นมันอาจสร้างประโยชน์ให้กับเราอย่างไม่คาดคิดก็เป็นได้

สรรพคุณดีๆ ของสมุนไพรไทย ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ของใกล้ตัวอย่าง “สมุนไพรไทย” นับเป็นสิ่งหนึ่งที่ทรงคุณค่า เพราะไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ชื่อเสียงของสมุนไพรไทยก็ยังคงกระฉ่อนมาโดยตลอด

ด้วยเพราะสรรพคุณและประโยชน์ของสมุนไพรไทยที่มีค่านับอนันต์ จึงทำให้ไม่ว่าจะคนยุคไหนสมัยไหนก็ยังคงรู้จักสมุนไพรไทย ชื่อเสียงของสมุนไพรไทยนั้นมิได้เพียงจะปรากฏกันแต่ในหมู่คนไทยอย่างเราๆ เท่านั้น แต่ชาวต่างชาติที่ได้ศึกษาถึง

สรรพคุณของสมุนไพรไทยนั้นก็ให้ความสนใจไม่แพ้สมุนไพรดีๆ จากของจีนกันเลยทีเดียว ปัจจุบันสมุนไพรถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายรูปแบบ ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เราเห็นว่าสมุนไพรไทยนั้นมีคุณค่ามาก

ซึ่งประโยชน์ของสมุนไพรที่เราควรจะรู้ เพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ให้สมกับที่คนในรุ่นปู่รุ่นย่าได้ถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกหลานอย่างเรา

4 สรรพคุณ-ประโยชน์ของสมุนไพรเด่นๆ เน้นๆ โดนๆ

1. ประโยชน์ของสมุนไพรไทยนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าสมุนไพรไทยมักมีกลิ่นที่แรง หรือออกจะฉุนสักหน่อยหากเรานำแบบสดๆ มาดม

เนื่องจากสมุนไพรไทยเป็นพืชที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ในตัว จึงทำให้เราได้กลิ่นที่ค่อนข้างแรง แต่สมองอันชาญฉลาดของคนไทยก็สามารถสร้างประโยชน์จากคุณสมบัติข้อนี้ของสมุนไพรไทยได้ โดยการนำมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร

ซึ่งจะมีกลิ่นที่หอมแบบไทยแต่ไม่กลิ่นแรงเท่าของจริง ปัจจุบันเราจึงพบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรไทย เช่น น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันไพล แชมพูมะกรูด เครื่องสำอางประเภทต่างๆ

ครีมบำรุงหรือเจล และสารไล่แมลง จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าเพียงแค่นำน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในสมุนไพรไทยมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็มีมากมายหลายชนิด ซึ่งกลิ่นก็ถูกกับจริตคนไทยอย่างเราๆ ด้วย

2. ประโยชน์ของสมุนไพรไทยใช้เป็นยารับประทานรักษาโรค ไม่ใช่เพียงแค่กลิ่นที่หอมจากสมุนไพรไทยเท่านั้นที่เป็นประโยชน์ ตัวสมุนไพรไทยเองก็มีคุณค่ามากพอสมควร

สิ่งหนึ่งที่หลงลืมไปไม่ได้เลยคือ การใช้เป็นยารับประทานรักษาโรคต่างๆ นั่นเอง เพราะเราจะสังเกตได้ว่า คนในสมัยก่อนแทบจะไม่ต้องไปหาหมอกันเลยทีเดียว

เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นคนก็มักนิยมปลูกพืชผักและสมุนไพรเอาไว้กินใช้กันในครัวเรือนอย่างเป็นปกติ จึงเป็นยารักษาโรคชั้นดีที่ไม่ต้องไปซื้อหาให้เสียเงินเสียทองและเสียเวลา 
นอกจากการรับประทานเป็นยารักษาโรคแล้วนั้น

การรับประทานตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้เจ็บป่วยก็เป็นการป้องกันโรคไปในตัวอีกด้วย นับว่ารับประทานเข้าไปอย่างไรก็เกิดผลดี ได้ประโยชน์เป็นสองเท่า นอกจากสามารถใช้เป็นยารักษาโรคแล้วนั้น ยังสามารถป้องกันโรคได้อีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนสมัยก่อนถึงมีอายุที่ยืนยาวและไม่เจ็บป่วยเป็นโรคแปลกๆ แบบในปัจจุบัน 

3. ประโยชน์ของสมุนไพรไทยใช้เป็นยาทาภายนอกนอก จากจะใช้รับประทานเป็นยารักษาโรคต่างๆ สมุนไพรไทยยังสามารถใช้เป็นยารักษาภายนอกได้อีกด้วย จะเป็นแผลเล็กแผลน้อย คันตามผิวหนัง สมุนไพรไทยก็ช่วยคุณได้ เนื่องจากสมุนไพรไทยบางชนิดมีฤทธิ์เย็น

 จึงสามารถที่จะช่วยสมานบาดแผลได้ดี ลดอาการอักเสบของบาดแผล จึงทำให้แผลเราไม่อักเสบ บวมแดงหรือติดเชื้อนั่นเอง เพียงแค่คุณนำสมุนไพรมาบด หั่น หรือฝานบางๆ

แล้วนำมาวางหรือทาถูๆ เท่านั้น ก็สามารถช่วยให้แผลสด แผลเปื่อยของคุณดีขึ้นและหายเร็วขึ้น โดยไม่ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ต้องเปลืองค่าน้ำมันรถ

4. ประโยชน์ของสมุนไพรไทยนำมาทำเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพได้ เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าสมุนไพรมันรับประทานได้ ดังนั้นแน่นอนว่าประโยชน์ข้อหนึ่งของสมุนไพรไทยนั้นคือ การใช้รับประทานเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม 

แต่ว่ากลิ่นกับรสชาตินี่สิ อาจจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่มักมีรสขมเฝื่อน และมีกลิ่นที่ฉุน คนที่ไม่ชอบก็ไม่อยากจะรับประทานสักเท่าไร แม้จะรู้ว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็ตาม

แต่การนำมาสกัดหรือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็อาจจะช่วยให้เรารับประทานสมุนไพรไทยได้ง่ายขึ้น แต่อาจจะได้คุณค่าไม่เท่ากับการรับประทานสด แต่ก็ต่างกันไม่มากนัก ดังนั้นปัจจุบันเราจึงพบอาหารและเครื่องดื่มที่สกัดมาจาก

สมุนไพรไทยให้เราเลือกรับประทานเป็นจำนวนมาก
สมุนไพรไทย” เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์กับร่างกายของเราทั้งในเรื่องของการบำรุงรักษาสุขภาพ และการรักษาโรค เป็นของใกล้ตัวที่เราหาได้ง่าย

การที่เรารับประทานสมุนไพรในปริมาณที่พอเหมาะ และรับประทานเป็นประจำจะทำให้ร่ายกายของเราดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องเจ็บป่วยจนต้องไปหาหมอบ่อยๆ หรือต้องไปจ่ายเงินเข้าคอร์สโดยไม่สมควร เพียงแต่เรารู้จักเห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว

รู้จักประโยชน์ของสมุนไพรไทย ของดีใกล้ตัวเท่านั้นเอง เราก็จะมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ
สำหรับสรรพคุณของสมุนไพรไทยต่างมีคุณสมบัติ และใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไป

ส่วนประโยชน์ของสมุนไพรไทยแต่ละชนิดจะโดดเด่นในเรื่องใดบ้าง ใช้รักษาโรคใด ดูแลสุขภาพได้ดีแค่ไหน ลองดูเป็นรายชนิดกันได้เลย

4 สุดยอดสมุนไพรไทย ใช้แล้วผิวขาวใสไม่ทำร้ายผิว

1. มะขาม

            สุดยอดผลไม้ที่เป็นตัวช่วยเรื่องผิวเนียนใสจริงๆ ไม่ว่าจะใช้กับผิวหน้าหรือผิวกาย เพราะว่าในมะขามมีกรดผลไม้ AHA ที่ช่วยเรื่องการผลัดเซลผิวที่ตายแล้ว ช่วยลดรอยหมองคล้ำได้ดี ช่วยเผยผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

สูตรพอกหน้า สูตรนี้ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้เนื้อมะขามเปียกปริมาณ 1 กำมือที่แยกเอาเส้นใยและเม็ดออก ผสมกับน้ำมะนาวคั้นสดจากลูก 1 ช้อนชา และน้ำผึ้งธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ

 คนส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด 

ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือจะใช้กับผิวกายก็ได้เช่นกันรับรองผิวกระจ่างใสสวยเนียนนุ่มน่าสัมผัส

2. ว่านนางคำ

            สมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่เต็มไปด้วยคุณสมบัติมากมาย มีลักษณะคล้ายกับขมิ้นชันแต่มีกลิ่นหอมเย็นๆ แถมทั้งต้นของมันสามารถใช้ได้ทุกส่วนอีกด้วย แต่ในด้านความงาม สาวๆหลายท่านนิยมนำมาพอกหน้า หรือพอกตัว

 เพราะมีส่วนช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผ่องใส ลดเลือนรอยฝ้ากระ รักษาสิวอักเสบรักษาเรื่องจุดด่างดำ ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส แถมมีฤทธิ์ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังได้อีกด้วย สวยครบจบในตัวเดียวจริงๆ

สูตรพอกหน้า ตักผงว่านนางคำประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับนมสดหรือโยเกิร์ตสูตรธรรมแล้วพอกหน้าหรือพอกผิวกายทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดช่วยลดเลือนรอยดำจากสิวให้จางลงได้ โดยทำสัปดาห์ละสองครั้ง

3. ดินสอพอง

            จริงๆแล้วนอกจากจะเห็นนิยมนำมาเล่นในวันสงกรานต์แล้วนั้น ยังสามารถนำมาพอกหน้าได้เช่นกัน เพราะว่าดินสอพองมีสรรพคุณช่วยดูดซับความมัน

 สิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้าได้อย่างดีเยี่ยม เรียกว่าเป็นตัวช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างดี ต้องอาจจะต้องระวังสำหรับท่านที่ทีผิวแพ้ง่าย

สูตรพอกหน้า นำดินสอพองประมาณ 3 -5 ก้อน หรือตักเป็นช้อน ผสมกับน้ำเปล่าให้เป็นเนื้อ นำมาพอกหน้า ยกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก

 ทิ้งไว้ประมาณ15 – 20 นาที หรือจนกว่าในหน้าเริ่มรู้สึกแห้งตึงจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่าหากไม่แน่ใจว่าแพ้ให้นำมาป้ายบริเวณสันกรามและรอดูว่าเกิดอาการคันหรือมีสิวขึ้นหรือไม่

4. ไพล

     สมุนไพรที่อยู่คู่ครัวเรือนไทยมาช้านาน ถ้าลองถามคุณย่า คุณยาย รับรองว่ารู้จักกันเป็นอย่างดี ไพลเป็นพืชที่มีสรรพคุณมากมาย 

ทุกส่วนของไพลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากดูที่เรื่องสรรพคุณดูแลผิวพรรณของสาวๆ ใครมีปัญหาสิวอยู่ไพลตอบโจทย์แน่นอน เพราะช่วยรักษาอาหารอักเสบของสิวได้เป็นอย่างดี

สูตรพอกหน้านำดินสอพอง 4-5 ก้อนและน้ำอุ่นมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน ผสมให้ข้นพอประมาณ แต่ต้องไม่ข้นและไม่เหนียวเกินไป ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก 

สูตรนี้จะช่วยลดการอักเสบของผิว ทำความสะอาดรูขุมขนและลดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี สวยครบจบในหนึ่งสูตร

    หากใครที่รู้สึกกังวลกับการใช้ครีมบำรุงที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ หรืออยากลองเปลี่ยนมาบำรุงผิวด้วยสมุนไพรไทยไร้สารเคมี ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการดูแลผิวและราคาน่าคบหาอีกด้วย

 ใครที่คิดว่าอาจจะหาซื้อได้ลำบากแต่จริงๆ แล้วทุกวันนี้สามารถหาซื้อได้ตามตลาดหรือร้านสะดวกซื้อที่บรรจุใส่ซองอย่างดี สะอาด ปลอดภัย สวยได้ง่ายๆ ที่บ้าน ลองเอาสูตรเหล่านี้ไปใช้กันดู

6 สรรพคุณ…ประโยชน์ของหญ้าหนวดแมว สมุนไพรช่วยสลายนิ่ว ขับปัสสาวะ

หญ้าหนวดแมว” (Orthosiphon aristatus) เป็นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมานาน คนสมัยก่อนนิยมใช้หญ้าหนวดแมวมาต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะ และยังมีสรรพคุณช่วยสลายนิ่วได้ดี

ทำให้ทุกวันนี้หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรเลื่องชื่อไปไกลยังต่างแดน และเป็นที่ต้องการของต่างประเทศเพื่อนำไปทำเป็นยาด้วย

เราคนไทยที่เป็นเจ้าของสมุนไพรชนิดนี้ มาทำความรู้จักกับสรรพคุณและประโยชน์ของหญ้าหนวดแมวกันเถอะ

หญ้าหนวดแมว…พืชล้มลุก สมนไพรมากคุณค่า

หญ้าหนวดแมว จัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อยู่ในวงศ์เดียวกับกะเพรา ลำต้นและกิ่งอ่อนจะมีสีน้ำตาลหรือสีม่วงแดง ลำต้นมีความสูงประมาณ 0.3-0.8 เมตร ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปข้าวหลามตัด เรียงตรงข้ามกัน

ขอบใบหยักเป็นจักรคล้ายฟันเลื่อย แผ่นใบบางเรียวแหลมสีเขียวเข้ม ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุก ปลายยอดดอกมีลักษณะคล้ายฉัตร ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีริ้วประดับรูปไข่ ไม่มีก้าน

กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังงอเล็กน้อย ออกดอกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง

นอกจากสรรพคุณเด่นของหญ้าหนวดแมวที่เรากล่าวไปข้างต้นแล้ว หญ้าหนวดแมวยังมีคุณค่ามากมายที่เราคาดกันไม่ถึง มาดูกันว่าสมุนไพรชนิดนี้ให้คุณกับเราด้านใดอีกบ้าง

ทั้งนี้ หญ้าหนวดแมวมีด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ที่มีดอกสีฟ้า และพันธุ์ที่มีดอกสีขาวอมม่วงอ่อน โดยดอกหญ้าหนวดแมวจะบานจากล่างขึ้นบน ดอกมีเกสรตัวผู้ประมาณ 3-4 เส้น ลักษณะคล้ายหนวดแมวเป็นเส้นยาวยื่นออกมานอกกลีบดอก ปลายเกสรมีติ่งสีน้ำเงินอมม่วงอยู่

ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ซึ่งการขยายพันธุ์มักทำด้วยการปักชำและเพาะเมล็ด แต่ละท้องถิ่นจะเรียกชื่อหญ้าหนวดแมวแตกต่างกันไป เช่น ในกรุงเทพฯ จะเรียกว่า “พยับเมฆ” เพชรบูรณ์เรียกว่า “อีตู่ดง” ประขวบคีรีขันธุ์ เรียกว่า “บางรักป่า” เป็นต้น

6 สรรพคุณเด่นของหญ้าหนวดแมว ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรขึ้นชื่อในการรักษานิ่วและโรคทางเดินปัสสาวะ ซึ่งนอกจากจะรักษาอาการได้ผลดีแล้ว ยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบัน ที่มักทำให้เบื่ออาหารและร่างกายอ่อนเพลีย

โดยนำส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ใบ ผล เปลือกฝัก ราก มาใช้เป็นยาได้ทั้งสิ้น หากต้องการรักษาโรคทางเดินปัสสาวะ รักษานิ่ว สลายนิ่ว ให้ใช้ต้นกับใบสด 90-120 กรัม แต่หากใช้ใบแห้งให้ใช้สัก 40-50 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 ครั้ง

หรือจะใช้กิ่งกับใบที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนำมาล้างให้สะอาด ผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมาชงกับน้ำเดือดเหมือนชงชา แล้วดื่มต่างน้ำตลอดทั้งวัน นาน 1-6 เดือน จะทำให้ปัสสาวะใส อาการปวดนิ่วจะลดลง ก้อนนิ่วจะมีขนาดเล็กลงและหลุดออกมาเอง อย่างไรก็ดี สมุนไพรหญ้าหนวดแมวจะรักษานิ่วได้ผลดีเมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆ แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่จะไม่ค่อยได้ผลนัก

2. หญ้าหนวดแมวมีรสจืด มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคกระษัย ช่วยรักษาโรคปวดตามสันหลัง บั้นเอว รักษาโรคปวดข้อ อาการปวดเมื่อยและไขข้ออักเสบ

3. สรรพคุณของใบหญ้าหนวดแมวช่วยขับกรดยูริกออกจากไต ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น ป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างในไต และช่วยบรรเทาอาการปวด

4. ประโยชน์ของใบหญ้าหนวดแมว ใช้ลดความดันโลหิต และรักษาโรคเบาหวานได้

5. ผลของหญ้าหนวดแมวมีรสฝาด มีสรรพคุณช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ดี ทั้งยังช่วยแก้บิด แก้อาการท้องร่วงได้

6. สรรพคุณของเปลือกฝักของหญ้าหนวดแมวช่วยแก้ลำไส้พิการ แก้โรคไตพิการ

ใครบ้างไม่ควรใช้ “หญ้าหนวดแมว”

สำหรับการใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวมีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมว เพราะมีสารโพแทสเซียมสูงมาก

หากไตไม่ปกติจะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้ อาจเกิดโทษร้ายแรงต่อร่างกาย และขับปัสสาวะให้ออกมามากกว่าปกติ ทั้งขนาดโพแทสเซียมที่สูงมากอาจไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อโรคหัวใจได้

นอกจากนั้นคนปกติก็อาจพบอาการข้างเคียงได้เช่นกัน เช่น อาการหายใจลำบาก ใจสั่น หากกินสมุนไพรนี้ครั้งแรกให้ใช้วิธีชงดื่มแบบจิบๆ ทีละนิดดูก่อน หากมีอาการผิดปกติให้หยุดกินแล้วดื่มน้ำตามมากๆ อาการที่เป็นจะค่อยๆ

หายไปเอง ที่สำคัญไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เพราะหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น การกินสมุนไพรชนิดนี้ควรใช้การชง

ไม่ควรใช้การต้ม และให้ใช้ใบอ่อนมากกว่าใบแก่ เพราะอาจมีสารละลายออกมามากเกินไปจนออกฤทธิ์กดหัวใจ

ปัจจุบันมีการนำหญ้าหนวดแมวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อาทิ แคปซูลหญ้าหนวดแมว หญ้าหนวดแมวผง ชาหญ้าหนวดแมว เป็นต้น ทำให้สะดวกต่อการกินมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นเรายังสามารปลูกต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพืชริมรั้วหรือพืชประดับสวนเพื่อความสวยงามได้เป็นอย่างดีเพราะออกดอกเกือบตลอดทั้งปี…รู้สรรพคุณและประโยชน์ของหญ้าหนวดแมวอย่างนี้แล้ว อย่าลืมหาหญ้าหนวดแมวมาดูแลสุขภาพของเรากันล่ะ

5 สมุนไพรไทย ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์!

กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศรายชื่อ สมุนไพรไทย จำนวน 22 ชนิด อยู่ใน “ภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์”

เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่เติบโตช้า บางชนิดจำเป็นต้องใช้ทั้งต้นและราก บางชนิดนำมาใช้บ่อยจนโตไม่ทันใช้งาน ซึ่งมีสมุนไพร 7 ชนิดที่จะประกาศคุ้มครอง และเป็นสมุนไพรที่ต้องควบคุม ไ

ด้แก่ ถั่วดินโคก เทพทาโร มะตูมนิ่ม มะหาด เร่ว หัวร้อยรู  และกระวาน โดยหากใครมี สมุนไพรไทย 7 ตัวนี้ อยู่ในครอบครอง ไม่ได้ถือว่ามีความผิด เพียงแต่ต้องแจ้งมาทางกระทรวงสาธารณสุข ให้รับทราบว่ามีอยู่เท่าใด

เพื่อที่จะจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกต่อไป เว็บไซต์บ้านและสวนจึงอยากนำมาแนะนำให้รู้จักถึง สรรพคุณทางยาของสมุนไพร ทั้ง 22 ชนิด ดังนี้

ถั่วดินโคก สมุนไพรไทย

1.ถั่วดินโคก

สรรพคุณ : ช่วยลดไข้ในเด็ก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมของสตรี และใบนำมาฝนทาเป็นยาแก้ฝี

เทพทาโร สมุนไพรไทย สมุนไพรที่ต้องควบคุม

2.เทพทาโร

สรรพคุณ : แก้ไข้หวัด แก้ไอ อาการไอเรื้อรัง ตัวร้อน ออกหัด เนื้อไม้ใช้ปรุงเป็นยาหอมลม รักษาท้องขึ้น อืดเฟ้อ จุกเสียด

มะตูมนิ่ม สมุนไพรไทย สมุนไพรที่ต้องควบคุม

3.มะตูมนิ่ม

สรรพคุณ : คนโบราณจะนำมาทำเป็นยาอายุวัฒนะ เพื่อบำรุงกำลัง บำรุงเพศ ชลอความแก่ ทำให้ผมหงอกช้า โดยการนำมาสผมกับกล้วยน้ำไทและน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกอนรับประทาน เรียกตำรับยานี้ว่า “ลูกแปลกแม่”

มะหาด สมุนไพรไทย สมุนไพรที่ต้องควบคุม

4.มะหาด

สรรพคุณ : แก่นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลม เปลือกต้นสดนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้

เร่วใหญ่


5.หัวร้อยรู

สรรพคุณ : ช่วยบำรุงหัวใจ หัว ใช้ตำกินเป็นยาขับพยาธิ

กระทุ่มนา สมุนไพรไทย

เงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยความสำเร็จการการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15 ที่เมืองทองธานี 4 วันมียอดสั่งซื้อและยอดจำหน่ายสินค้ารวมทั้งหมดกว่า 300 ล้านบาท

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ในทุกๆปีงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ

จะจัดขึ้นในช่วงปลายปี แต่ในปีนี้มีการเลื่อนการจัดงานมารวมกับงานครบรอบ 100 ปี การสาธารณสุขไทย ในภาพกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมชมงานประมาณ 100,000 คน

มียอดการสั่งซื้อสินค้าจากการเจรจาธุรกิจร่วมกับกระทรวงพาณิชย์กว่า 290 ล้านบาทและยอดจำหน่ายสินค้าภายในงานเฉลี่ยวันละกว่า 10 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นมียอดเงินสะพัดจากการจัดกิจกรรมปีนี้ประมาณ 330 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่การจัดงานแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ปีนี้เน้นเรื่องเล่าจากอดีตถึงปัจจุบันของการนวดไทย สู่มรดกไทย

มีการจำลองต้นกำเนิดการแพทย์แผนไทย การนวดไทยและฤาษีดัดตนจากวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้มาชมงานอย่างมากถือเป็นโซนที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง รวมถึงวัฒนธรรมพื้นบ้าน 4 ภาค

นอกจากนี้พบว่าโซนบริการสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน เปิดรับผู้มาใช้บริการได้วันละ 200 ราย ตลอดการจัดงานให้บริการตรวจรักษา จ่ายยา และนวดฟรีแก่ประชาชนจำนวน 1,170 ราย ส่วนใหญ่มาด้วยโรคข้อ

กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ ภูมิแพ้และอื่น ๆ ส่วนโซนผลิตภัณฑ์ มีการนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้รับรางวัล PMHA Award และผลิตภัณฑ์รางวัล Premium Award มาจัดแสดงภายในงาน

รวมถึงนำเสนอนวัตกรรมที่พัฒนาพืชสมุนไพรสู่การใช้ประโยชน์ จากพืชสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีการวิจัยและพัฒนา เป็นผลิตภัณฑ์ ในรูปยา เครื่องสำอาง และเสริมอาหาร

การจัดงานในปีต่อไป จะมุ่งเน้นการส่งเสริมความเชื่อมั่นในการใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการการแพทย์แผนไทย

การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก กระตุ้นการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประชาชน และทำให้ผลิตภัณฑ์เกิดการพัฒนาตัวอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ตามนโยบายของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คือ “รู้จัก เชื่อมั่น ชอบ

และใช้” ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย บริการการแพทย์แผนไทย และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย

กล้วยเต่า สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกล้วยเต่า 9 ข้อ !

กล้วยเต่า

กล้วยเต่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia debilis Finet & Gagnep.[1] จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE)[1]

สมุนไพรกล้วยเต่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ไข่เต่า (เชียงใหม่), ก้นครก (มหาสารคาม, ยโสธร), กล้วยตับเต่า กล้วยเต่า (ราชบุรี), ไข่เต่า ตับเต่า ตับเต่าน้อย (ภาคเหนือ), รกคก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น[1],[2],[3]

ลักษณะของกล้วยเต่า

  • ต้นกล้วยเต่า จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 1 เมตร ตามกิ่งอ่อนมีขนอ่อนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ส่วนกิ่งแก่จะเรียบเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย
  • ไม่อุ้มน้ำ ชอบแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ในเวียดนามและลาว ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยพบขึ้นในป่าดิบ ชายป่าหรือป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-350 เมตร[1],[2],[3],[4]
ต้นกล้วยเต่า

ใบกล้วยเต่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานจนถึงรูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือมนและมีติ่งแหลม

โคนใบมนหรือหยักเว้าเล็กน้อย แผ่ใบแคบ มีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-13 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวเข้มเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนท้องใบมีขนและมีสีจางกว่า

เส้นแขนงใบมีข้างละ 7-10 เส้น ก้านใบสั้น มีความยาวได้เพียง 3 มิลลิเมตร และมีขนสีเหลืองอ่อนขึ้นหนาแน่น[1],[2]

ใบกล้วยเต่า

ดอกกล้วยเต่า ออกเป็นดอกเดี่ยวขนาดเล็กตามง่ามใบ ก้านดอกสั้น ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน กลีบดอกเรียงสลับกันมี 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายมน มีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร

และยาวประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ด้านนอกกลีบมีขนละเอียดสีเหลืองอ่อน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมีขนาดเล็กและมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกลาย ๆ มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนอ่อนนุ่ม

ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมากอยู่บนแกนกลางของดอก ส่วนเกสรเพศเมียมี 4 อัน อยู่ที่ปลายของแกนกลางดอก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม[1],[2]

ดอกกล้วยเต่า

ผลกล้วยเต่า ออกผลเป็นกลุ่ม อยู่บนแกนตุ้มกลม แต่ละผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก คอดระหว่างเมล็ด ปลายเรียวแหลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1.3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวเปลือกผลมีขนอ่อนนุ่ม

ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาล มีลักษณะแบนกลม ก้านผลยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร ผลจะแก่ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม

รูปกล้วยเต่า
ผลกล้วยเต่า
ผลกล้วยเต่า

สรรพคุณของกล้วยเต่า

  • รากมีรสเย็น ใช้เป็นยาแก้ตัวร้อน ดับพิษไข้ทั้งปวง ดับพิษตานซาง และแก้วัณโรค (ราก)[5]
  • ทางภาคอีสานจะใช้เหง้า เปลือก และเนื้อไม้กล้วยเต่า นำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียในเด็ก ถ่ายกะปริบกะปรอยเป็นมูกเลือด (เหง้า, เปลือก, เนื้อไม้)[1]
  • ใช้ต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง (ต้น, ราก)[3]
  • ชาวบ้านในจังหวัดยโสธรจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะ (ราก)[3]

ประโยชน์ของกล้วยเต่า

  • ผลสุกมีสีเหลือง มีรสหวาน (ในส่วนของเนื้อหุ้มเมล็ด) สามารถนำมารับประทานได้[1],[2],[3],[4]
  • ใช้เป็นอาหารสัตว์ของโค กระบือ คุณค่าทางอาหารที่พบจะมีโปรตีน 12.5%, แคลเซียม 0.39%, ฟอสฟอรัส 0.22%, โพแทสเซียม 1.23%, ADF 45.9%, NDF 58.4%, DMD 30.9%[3]
เอกสารอ้างอิง
  1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ).  “กล้วยเต่า”.  หน้า 64.
  2. สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์.  “กล้วยเต่า”. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : nutrition.dld.go.th.  [24 มิ.ย. 2015].
  3. พืชกินได้ในป่าสะแกราช, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.).  “กล้วยเต่า”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.tistr.or.th.  [24 มิ.ย. 2015].
  4. สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณ แห่งประเทศไทย.  “ตับเต่าน้อย”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.ayurvedicthai.com.  [24 มิ.ย. 2015].

สมุนไพรให้สีแต่งสีอาหาร กรรณิการ์

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Nyctanthes arbor-tristis  L.

ชื่อสามัญ :   Night blooming jasmine

วงศ์ :   OLEACEAE

ชื่ออื่น :  กณิการ์ , กรณิการ์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :  ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม มีขนสาก ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3.5-10 ซม. ปลายแหลมหรือยื่นเป็นติ่งแหลม โคนมน ขอบเรียบหรือจักแหลมใกล้ๆ โคนใบ แผ่นใบหนาสากมือ มีขนแข็งตามแผ่นใบและเส้นใบ ตามขอบใบอาจมีขนแข็งๆ เส้นแขนงใบข้างละ 3-4 เส้น ปลายเส้นจรดกันก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ช่อดอกออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาว 1.2-2 ซม. มีใบประดับรูปคล้ายใบเล็กๆ 1 คู่ที่ก้านช่อดอก แต่ละช่อมี 3-7 ดอก กลิ่นหอม บานตอนเย็นและจะร่วงในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่มีก้านดอก แต่ละดอกมีใบประดับ 1 ใบ ดอกตูมมีกลีบดอกเรียงซ้อนกันและบิดเป็นเกลียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ติดกันเป็นหลอดรูปกรวยปลายตัดหรือหยักตื้นๆ 5 หยัก ด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอดสีแสด ยาว 1.1-1.3 ซม. ด้านนอกเกลี้ยง ด้านในมีขนยาวๆ สีขาวที่โคนหลอด ปลายหลอดแยกเป็นกลีบสีขาว 5-8 กลีบ แต่ละกลีบยาว 0.9-1.1 ซม. โคนกลีบแคบ ปลายกลีบกว้างและเว้าลึก เกสรเพศผู้ 2 อัน ติดอยู่ภายในหลอดกลีบดอกตรงบริเวณปากหันด้านหน้าเข้าหากัน ก้านชูอับเรณูเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับหลอดดอก รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ กลม มี 2 ช่อง มีออวุลช่องละ 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีอันเดียว ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่มมีขน ผลรูปไข่หรือกลม ค่อนข้างแบน ปลายมีติ่งสั้นๆ
ส่วนที่ใช้ :  
ต้น ใบ ดอก ราก ก้านดอก
สรรพคุณ :ต้น – รับประทานแก้ปวดศีรษะใบ –  บำรุงน้ำดีดอก – แก้ไข้ และแก้ลมวิงเวียนราก – แก้อุจจาระเป็นพรรดึก บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ลม แก้ผมหงอกบำรุงผิวหนังให้สดชื่นก้านดอกสีแดงแสด (สีส้ม) – คั้นเอาน้ำไปทำสีขนมหรือสีย้อมผ้าได้ดีวิธีและปริมาณที่ใช้ – ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำ เติมน้ำคั้นเองาแต่น้ำ 1 ถ้วยแก้ว แบ่งรับประทาน 4 ครั้ง เป็นยาขม เจริญอาหาร
สารเคมี – กลุ่ม Carotenoid

ไม่ธรรมดา 4 สมุนไพรตัวแม่

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนแปลงใหญ่สมุนไพรได้มาตรฐานสากล ตรงความต้องการของตลาดเผย 4 ชนิดตัวแม่ไม่ธรรมดา

23 สิงหาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมผลิตพืชสมุนไพรด้วยแบบแปลงใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสมุนไพร คุณภาพ ตามความต้องการตลาด ได้มาตรฐานสากล หนุนตลาดภายในประเทศ-ส่งออกเอเชีย 

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า “จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 พื้นที่ปลูกสมุนไพรเป็นการค้า รวม 27,555 ไร่ ผลผลิตรวม 39,103 ตัน มีการรวมกลุ่มผลิตสมุนไพรในรูปแบบแปลงใหญ่ จำนวน 16 แปลง ใน 15 จังหวัด จำนวนเกษตรกร 701 ราย พื้นที่ 7,706.75 ไร่

“สำหรับ พืชสมุนไพรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง หรือ Product Champions 4 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ กระชายดำ มีพื้นที่ปลูก 116 ไร่ ผลผลิตรวม 310 ตัน, ไพล มีพื้นที่ปลูก 595ไร่ , ผลผลิตรวม 1,694 ตัน, บัวบก มีพื้นที่ปลูก 842 ไร่ ผลผลิตรวม 255 ตัน และ ขมิ้นชัน มีพื้นที่ปลูก 1,746 ไร่ ผลผลิตรวม 3,405 ตัน” 

ทั้งนี้แนวโน้มด้านการตลาดสมุนไพรไทย ความต้องการวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานมีมากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ผลิตแบบอินทรีย์ เนื่องจากสมุนไพรเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษา

สร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนเพื่อเสริมความงาม ผู้ประกอบการจึงต้องการวัตถุดิบที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพราะเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

นอกจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว ในปี 2561 ได้มีการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับพืชสมุนไพร และกำลังมีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับสมุนไพรแห้ง

เกษตรกรสามารถขอรับการรับรองมาตรฐานได้ทั้งมาตรฐานกระบวนการผลิต และมาตรฐานสินค้า เพื่อให้วัตถุดิบสมุนไพรมีคุณภาพ คือ มีสารสำคัญออกฤทธิ์ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีความปลอดภัย คือมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อน และสิ่งแปลกปลอม ไม่ค่าเกินมาตรฐานที่กำหนด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตวัตถุดิบแบบอินทรีย์หรือการเข้าสู่ระบบรับรองกระบวนการผลิตอื่น ๆ (GAP, GACP, PGS) และได้รับการรับรองมาตรฐานตามที่คู่ค้ากำหนด รวมถึงส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรที่สำคัญทางเศรษฐกิจในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้ได้สมุนไพรที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ สามารถสร้างอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต

รวมถึงการส่งเสริมการใช้พันธุ์ดี สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนจัดทำแหล่งรวบรวม อนุรักษ์และขยายพันธุ์สมุนไพรที่สำคัญ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 20 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์สมุนไพรที่เป็นที่ต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพอีกด้วย